Blog - BaanMac
ปิด
เขียนโดย: administrator on ธันวาคม 19, 2017

วิธีใช้งาน Recovery System กู้คืนระบบปฏิบัติการบน Mac

หากคุณพบปัญหาระบบปฏิบัติการบน Mac ไม่ทำงาน เครื่องไม่สามารถบูตต่อไปยังหน้าจอพร้อมใช้งานได้ และมีไฟกระพริบปรากฏอยู่บน Mac ลักษณะแบบนี้มีสาเหตุมาจากระบบปฏิบัติการ OS X ไม่พบซอฟต์แวร์ที่จำเป็นต้องใช้งานกับระบบ ซึ่งซอฟต์แวร์อาจจะเสียหายไป แต่ปัญหาดังกล่าวจะไม่ใช่เรื่องใหญ่อีกต่อไป เมื่อระบบปฏิบัติการ OS X 10.7 Lion  ของ Apple ได้รวมความสามารถขั้นเทพในการกู้คืนข้อมูลด้วยระบบพิเศษที่เรียกว่า Recovery System จะช่วยกู้คืนซอฟต์แวร์ให้ Macของคุณสามารถติดตั้งระบบปฏิบัติการได้ใหม่ โดยระบบจะจัดการตัวมันเอง  คุณกลับมาใช้งานได้ตามปกติโดยที่คุณไม่ต้องทำอะไรทั้งสิ้น

แต่ทั้งนี้การติดตั้งระบบปฏิบัติการใหม่ อาจทำให้ข้อมูลของคุณสูญหายได้ ฉะนั้น  Mac จะให้คุณจัดการสำรองข้อมูลในฮาร์ดไดร์(หรือแฟลชไดร์สำหรับ Mac ใหม่ๆ) เสียก่อน โดยใช้เครื่องมือเรียกว่า Time Machine Backup แล้วจึงเข้าสู่ติดตั้งระบบปฏิบัติการใหม่ ตามขั้นตอนดังนี้

ขั้นตอนที่ 1: ก่อนเข้าสู่ขั้นตอนใช้ Recovery System ในการติดตั้งระบบปฏิบัติการใหม่บนเครื่อง Mac นั้นคุณจะต้องจำ Apple ID และ password ของคุณ และมี Wi-Fi เพื่อใช้สำหรับเชื่อมต่ออินเตอร์เน็ต

ขั้นตอนที่ 2: ระบบจะเริ่มการจัดการข้อมูลบนฮาร์ดไดรฟ์ของ Mac ให้คุณทำตามขั้นตอนดังนี้
>>เริ่มจากกดรีสตาร์ทเครื่องใหม่และกดปุ่ม Command และ R ค้างไว้ทันทีหลังจากกดปุ่มรีสตาร์ท จนกว่าจะปรากฏโลโก้ Apple จากนั้นคุณจะเห็นหน้าต่าง ยูทิลิตี้ Mac OS(Mac OS X Utilities) บนจอ 
>> ให้คลิก ยูทิลิตี้ดิส” (Disk Utility) แล้วคลิกที่ปุ่ม “ดำเนินการต่อ” (Continue)
>>จะมีไอคอนปรากฏขึ้น ให้คลิกที่ไอคอนดิสก์ตัวแรกในแถบทางด้านซ้าย 
>>แล้วคลิกปุ่ม “ซ่อมแซมดิส” (Repair Disk) ระบบก็จะเริ่มทำงานค้นหาซอฟต์แวร์ที่หายไปและติดตั้งใหม่จนกว่าจะเสร็จ
>>เมื่อติดตั้งทุกอย่างเรียบร้อย ให้คลิกปิดหน้าต่าง

แต่ถ้าหากยูทิลิตี้ดิสไม่ทำงานคุณควรนำ Mac ของคุณไปยัง Apple Store เห็นจะเป็นทางออกที่ดี 

ขั้นตอนที่ 3 : เข้าสู่การติดตั้งระบบปฏิบัติการ Mac ใหม่  แต่ก่อนอื่นคุณอย่าลืมว่าจะต้องสำรองและเรียกข้อมูลคืนด้วย Time Machine เสียก่อน มีวิธีง่ายๆ อ่านต่อได้ที่ https://www.imore.com/how-back-up-mac-time-machine    แล้วจึงทำการติดตั้งระบบปฏิบัติการ ดังนี้

>>เริ่มคลิกที่ ติดตั้ง mac OS X ใหม่อีกครั้ง”(Reinstall OS X) > คลิกปุ่มดำเนินการต่อ” (Continue) หน้าจอจะปรากฏปุ่ม ดำเนินการต่อ” (Continue)  ให้กดอีกครั้ง 
>>จากนั้นคลิกที่ปุ่ม ตกลง” (Agree) เพื่อยอมรับข้อตกลงตามใบอนุญาตซอฟต์แวร์ของ Apple
>>และคลิกปุ่ม ตกลง” (Agree) ที่ปรากฏขึ้นหลังจากปุ่มแรกอีกครั้ง
>>ตรงนี้จะต้องตรวจสอบให้แน่ใจว่าได้กดเลือกฮาร์ดไดรฟ์ของ Mac (ไอคอนดิสก์) ไว้แล้วจึงคลิกติดตั้ง” (install)
>>Mac จะถามหา Apple ID และรหัสผ่าน ให้ใส่ข้อมูลลงไป  แล้วคลิกปุ่ม “ลงชื่อเข้าใช้” (Sign In)

ขณะนี้ Mac จะดาวน์โหลดระบบปฏิบัติการและซอฟต์แวร์จาก App Store กระบวนการนี้จะช้าหรือเร็วขึ้นอยู่กับความเร็วในการเชื่อมต่ออินเทอร์เน็ต เมื่อดาวน์โหลดซอฟต์แวร์เสร็จสิ้น เครื่อง Mac จะรีสตาร์ทโดยอัตโนมัติ เพื่อเริ่มการติดตั้งระบบปฏิบัติการต่อไปจนแล้วเสร็จ เท่านี้คุณก็จะได้  Mac ของคุณกลับมาทำงานและบูตได้ตามปกติอีกครั้ง พร้อมแอปพลิเคชันและข้อมูลของคุณยังคงอยู่ครบ
 
หวังเป็นอย่างยิ่งว่าคุณจะแก้ไขมันได้สำเร็จ ไม่เช่นนั้นถ้าหากการกู้คืนไม่สำเร็จ ซอฟต์แวร์ยังมีปัญหา คุณอาจต้องฟอร์แมตใหม่หรือรีพาร์ติชั่นไดรฟ์อีกครั้ง กระบวนการตรงนี้คุณก็จะโชคดีถ้าได้สำรองข้อมูลของคุณตามดังที่กล่าวข้างต้นไว้ก่อนแล้ว  ขอเน้นย้ำอีกครั้งว่าการสำรองข้อมูลนั้นเป็นสิ่งจำเป็นครับ 
เขียนโดย: administrator on ธันวาคม 15, 2017

วิธีการป้องกันหน้าจอ iPhone X เกิดภาพค้างบนหน้าจอและเป็นเงาซ้อนทับ หรือที่เรียกว่า Burn-in 

หลังจากที่ Apple เปิดตัว iPhone X ใหม่ที่มาพร้อมกับจอ OLED Super Retina ให้ผู้ใช้ได้เพลิดเพลินกับการใช้งานจอขนาดใหญ่ ให้ความสว่างชัดเจน แต่ก็ยังมีผู้ใช้บางรายพบปัญหาสำหรับหน้าจอ OLED  ที่อาจเกิดอาการ Burn-in อาการดังกล่าวปรากฏเมื่อใช้งานหน้าจอแสดงภาพสีจัดจ้านในความสว่างสูงสุดเป็นเวลานานเกินไป แต่ทั้งนี้ยังมีผู้ใช้อื่นจำนวนมากก็ไม่ได้ประสบปัญหาดังกล่าว

ทาง Apple จึงเปิดเผยข้อมูลมายืนยันพบว่าปัญหานี้เกิดขึ้นได้กับทุกแบรนด์ที่ใช้หน้าจอ OLED ไม่เว้นแม้แต่ Pixel 2 XL ของ Google ที่มีปัญหาหน้าจอ Burn-in คล้ายกันพร้อมกับปัญหาอื่นๆ บนหน้าจอ ซึ่ง Apple เองได้กล่าวว่า “Super Retina OLED” ของทางบริษัทได้พัฒนาเป็นอย่างดีแล้ว และยังลดอาการหน้าจอ Burn-in  ได้ดีที่สุดในท้องตลาด ทั้งนี้เราเชื่อว่าผู้ใช้ iPhone X เองย่อมใช้งาน iPhone ของตนอย่างถนุถนอม  และบทความนี้จะเป็นคู่มือให้แก่ผู้ใช้ iPhone X ปกป้องโทรศัพท์ของเขาอย่างดีที่สุดไม่ให้ได้รับความเสียหายจากการ Burn-in ของหน้าจออีกด้วย

สิ่งสำคัญเป็นอันดับแรก Apple แนะนำให้ผู้ใช้ iPhone X เปิดระบบหน้าจอปรับสว่างอัตโนมัติ (Auto-Brightness) และตั้งค่าล็อกจออัตโนมัติ (Auto-Lock) .ให้หน้าจอปิดเองให้เร็วที่สุด รวมทั้งหลีกเลี่ยงการใช้งานเป็นเวลานานสำหรับแอพลิเคชั่นที่สั่งให้ iPhone ไม่ล็อกหน้าจอขณะเปิดแอพลิเคชั่นนั้นอย่าง Google map  และผู้ใช้ควรหลีกเลี่ยงการเปิดภาพใดภาพหนึ่งเป็นเวลานาน ภาพเหล่านี้เป็นสาเหตุหลักที่ให้หน้าจอ Burn-in  แต่ถ้าหากคุณจำเป็นต้องเปิดหน้าจอแสดงภาพที่มีความคมชัดสูง หรือแสดงภาพเดียวกันเป็นเวลานาน ให้ปรับลดความสว่างของหน้าจอได้ใน Control Center มีวิธีง่ายๆ เพียงใช้นิ้วปัดลงจากขอบของหน้าจอแล้วปรับแสงลงที่ไอคอนดวงอาทิตย์

สำหรับวิธีการปรับความสว่างหน้าจออัตโนมัติ (Auto-brightness) ที่แนะนำข้างต้นทำได้โดยให้ไปที่ การตั้งค่า (Settings) > ทั่วไป(General) > การช่วยการเข้าถึง (Accessibility) > การช่วยเหลือจอแสดงผล (Display Accommodations) แล้วสไลด์เปิดตรงแถบ ปรับความสว่างอัตโนมัติ (Auto-Brightness) การทำแบบนี้จะช่วยประหยัดแบตเตอรี่อีกด้วย และสำหรับวิธีการตั้งค่าปิดหน้าจออัตโนมัติ (Auto-Lock) ให้ไปที่ การตั้งค่า(setting) > จอและความสว่าง (Display & Brightness) > ตั้งล็อคโดยอัตโนมัติ (Auto-Lock)

วิธีการข้างต้นจะเป็นเคล็ดลับป้องกันเพื่อไม่ให้หน้าจอ iPhone X เกิดการ Burn-in แต่ถ้าตอนนี้ หน้าจอของคุณเกิดการ Burn-in เสียแล้ว วิธีที่ง่ายที่สุดเราแนะนำให้คุณลองปิดเครื่องโทรศัพท์ซักพัก  เริ่มต้นด้วยการปิดพักระยะสั้น 10 ถึง 15 นาที และดูว่าดีขึ้นหรือไม่ ถ้าไม่ควรปิดทิ้งไว้สักสองสามวันแล้วจึงเปิดใช้อีกครั้ง สำหรับวิธีการข้างต้นจะช่วยแก้ปัญหาให้กับ iPhone X ของคุณได้หรือไม่ต้องลองดูกันนะครับ

เขียนโดย: administrator on ธันวาคม 15, 2017

หน่วยประมวลผลใน MacBook

ทาง Intel ได้ผลิตชิพที่พกพาได้ชื่อ Core M ซึ่งได้ติดตั้งครั้งแรกใน Retina MacBook ที่วางขายในปี 2014 ด้วยนวัตกรรมใหม่ของ Intel ตัวนี้ทำให้ไม่ต้องติดตั้งพัดลมระบายความร้อน ทำให้ MacBook มีจุดเด่นคือบางและเบาด้วยน้ำหนักเพียง 0.9 kg. และแบตเตอรี่ยังใช้งานต่อเนื่องได้นานถึง 9 ชั่วโมง ตอบโจทย์ผู้ใช้งานโน๊ตบุ๊คที่สะดวกพกพา ซึ่ง MacBook เปิดตัวเครื่องโน๊ตบุ๊คสเปคต่ำสุดที่ใช้หน่วยประมวลผล Core M3 เครื่องมีความเร็ว 1.2GHz และมีเครื่องที่เพิ่มสเปคให้สูงขึ้นด้วย Core M5 และ Core M7 ตามลำดับ

 

ต่อมาปี 2017 Apple ได้มีการปรับปรุงเพื่อประสิทธิภาพที่ดีกว่า บริษัทเปลี่ยนเป็นใช้ Core i5 ทั้งนี้หากมีผู้ใช้ต้องการสเปคที่สูงกว่าก็สามารถสั่งผลิตได้ โดย Apple จะใช้หน่วยประมวลผล Core i7 ติดตั้งได้กับ MacBook Pro 15 นิ้ว เนื่องจาก Core i7 ซึ่งมีระบบประมวลผลเป็น quad-core ที่มีคุณสมบัติ Hyper threading และขนาดของ Cache ซึ่งทำงานได้ดีกว่า Core i5 ที่เป็นเพียงแบบ Dual-core จะไม่มีคุณสมบัติเหล่านี้ กล่าวคือ เมื่อ CPU เป็นแบบ dual-core จะเป็นหน่วยประมวลผลที่มีการทำงานของสองแกนสมอง เปรียบเทียบกับบริษัทเดิมที่มีการเพิ่มคนทำงานอีกหนึ่งคนในการแบ่งเบาภาระ โดยแบ่งหน้าที่ทีแตกต่างกันออกไป ส่วน quad-core เป็นหน่วยประมวลผลที่มีการทำงานถึงสี่แกนสมอง โดยเปรียบเสมือนบริษัทเดิมรับคนเพิ่มขึ้นอีกสามคน เพื่อช่วยแบ่งเบาภาระหน้าที่การทำงานให้ทำงานสบายขึ้น ซึ่งแต่ละแกนก็จะมีหน้าที่ที่แตกต่างกัน เพื่อการประมวลผลที่มีประสิทธิภาพมากขึ้น จึงทำให้หน่วยประมวลผล Core i7 จะดีกว่าในกรณีที่ต้องใช้งานหลายด้าน, งานมัลติมีเดีย, เกมส์ขั้นสูงและงานทางด้านวิทยาศาสตร์ที่มีความยากในการประมวลผล

 

MacBook ยังใช้หน่วยประมวลผลอีกตัวคือ Xeon ซึ่งจะแตกต่างกับหน่วยประมวลผล i5 / i7 ตรงที่ Xeon ใช้ระบบเซิร์ฟเวอร์ในการประมวลผล และมีหน่วยความจำ (RAM) ขนาด 128 GB และอื่นๆ สูงขึ้น ที่มีความจำมากกว่า Core i5 และ i7 และไม่เท่านี้ MacBook ยังมีหน่วยประมวลผลแบบ 24-cores อีกด้วย

 

ปัจจุบันนี้จะพบว่าในท้องตลาดเครื่อง Mac ที่ขายอยู่จะมีให้เลือก MacBook แบบใช้ dual-core และ quad-core แต่ทั้งนี้ MacBook ก็รับสั่งผลิตตามที่คุณต้องการ ซึ่งปัจจุบันมี Mac Pro มาพร้อมกับหน่วยประมวลผล Xeon ด้วยทางเลือก 6-Core หรือ 8-Core และมีตัวเลือก 12-Core ที่ผลิตตามคำสั่งผู้ซื้อ และในปี 2018

คาดว่า Mac Pro ตัวใหม่จะเปิดตัวด้วย Core ตัวอื่นๆ รอติดตามข่าวจาก MacBook ได้ที่ Mac Pro release date.

และสำหรับ iMac Pro ที่เปิดตัวตามมาในปี 2017แล้วนั้นจะใช้หน่วยประมวลผล Xeon 8-,10- และ 18-Core อ่านเพิ่มเติมได้ที่ iMac Pro release date.

นอกจากระบบประมวลผลของ CPU ที่กล่าวข้างต้นแล้ว คุณภาพการทำงานของ CPU ยังต้องอาศัยระบบการทำงานอื่นอีกด้วย ได้แก่ Cache ซึ่งมีผลต่อความเร็วในการทำงานของ CPU เพราะ Cache เป็นหน่วยเก็บความจำออนบอร์ด ซึ่งช่วยให้โปรเซสเซอร์จัดการกับงานที่ทำซ้ำได้เร็วขึ้น เนื่องจากไม่ต้องดึงข้อมูลจากส่วนอื่น ฉะนั้นหาก Cache ยิ่งมีขนาดใหญ่ยิ่งสามารถเก็บข้อมูลได้มากขึ้น และจะช่วยให้โน๊ตบุ๊คสามารถทำงานหลายด้านพร้อมกันได้

 

อีกตัวที่ช่วยเพิ่มประสิทธิภาพการทำงานของ CPU คือ Hyper Threading ที่เป็นคุณสมบัติใน Core i7 ช่วยให้การประมวลผลจัดการกับสตรีมได้มากถึงสองเท่า เนื่องจาก Hyper Threading จะไปหลอกให้ซอฟต์แวร์คิดว่ามี Core สองเท่า ทำให้สามารถรันคำสั่งได้มากขึ้นเท่าตัว โดยใช้เวลาเท่าเดิม ดังนั้นใน Core i7 ซึ่งเป็นแบบ Quad-Core ที่โดยปกติเปรียบเสมือนมีพนักงาน 4 คนทำงาน เมื่อเป็น Core i7 แบบ Hyper Threading ก็จะสามารถรันคำสั่งได้มากถึง 8 เท่า เปรียบเสมือนมีพนักงาน 8 คนนั้นเอง ซึ่งเมื่อมีคนทำงานมากขึ้น ก็จะสามารถทำงานได้หลายด้านมากขึ้นในเวลาเดียวกัน

เขียนโดย: administrator on ธันวาคม 12, 2017

ทำไม Mac ใช้งานนานกว่า Windows?

เมื่อเร็วๆ นี้  Apple ได้เผยแพร่บทความเกี่ยวกับ Apple MacBook ใหม่ และแนะนำให้ผู้อ่านพิจารณาเปรียบเทียบ MacBook กับเครื่องคอมพิวเตอร์ระบบปฏิบัติการ Windows ผลปรากฏว่ามีผู้อ่านส่วนใหญ่แสดงความคิดเห็นว่า Windows ดีกว่า จากการอภิปรายถึงข้อดีข้อเสียของ Windows กับ Mac ดังกล่าว ความคิดเห็นที่พบบ่อยๆ ว่า แล็ปท็อป Mac มีราคาแพงกว่า แต่ก็มีอายุการใช้งานยาวนานกว่า ซึ่งถ้ามองแค่อายุแบตเตอรี่คุณจะรู้สึกว่าเครื่อง Mac มีอายุการใช้งานนานกว่านั้นเนื่องจากแบตเตอรี่ทั่วไปของ Mac ผลิตออกมาให้ดีกว่าเครื่องคอมพิวเตอร์ราคา 10,000 บาททั่วไป  แต่ถ้าหากเปรียบเทียบ Mac กับแล็ปท็อปที่ใช้ Windows ทุกเครื่อง  โดยคำนึงถึงองค์ประกอบอื่นและคุณภาพการผลิต แม้ว่าทั้งสองจะมีระบบที่คล้ายกัน หลายคนยังคงยืนยันว่าในแง่ของการกระบวนการประมวลผล, การจัดเก็บข้อมูล, การออกแบบ  ก็ยังคงพบว่า  ความสามารถของ Mac ใช้งานได้นานกว่าของ Windows สิ่งที่กล่าวนี้จะเป็นจริงหรือไม่ และทำไมเป็นเช่นนั้น มาดูกัน!!                                                                                                                                                                                                                                                                                                                                                                                                                                                                                                                             

 

เครื่อง Windows และ Mac มีระบบที่ต่างกันทั้งหมด

จริงๆถ้าคิดจะลองเริ่มต้นเปรียบเทียบ Windows และ Mac กันแล้วก็ดูเป็นเรื่องเหลวไหล เพราะมันก็เห็นได้ชัดว่าตั้งแต่ระบบปฏิบัติการ (OS) ไปจนถึงฮาร์ดแวร์ของซอฟต์แวร์ต่างๆนั้น Apple ทำได้ดีกว่า ซึ่งว่าไปแล้วมันเสมือนการเปรียบเทียบผิวแอปเปิ้ลที่เรียบมันเงางามนั้นต่างกับผิวส้มที่ขรุขระ  Apple มีการควบคุมอย่างเข้มงวดในเกือบทุกขั้นตอนของการผลิต ไม่มีขั้นตอนใดที่ต้องทำผ่านบริษัทอื่น  ส่วน Microsoft ทำระบบปฏิบัติการนั่นก็คือ BIOS (ซอฟต์แวร์ที่อนุญาตให้ OS ทำงานกับฮาร์ดแวร์ได้) ถือเพียงกรรมสิทธิ์ของผู้ผลิตเมนบอร์ด  แต่ในส่วนประกอบฮาร์ดแวร์ เช่น การ์ดแสดงผลหรือ CPU, อุปกรณ์ต่อพ่วง (เมาส์และคีย์บอร์ด) และแอพพลิเคชันอื่นๆ (เช่น ซอฟต์แวร์ประมวลผลหรือเกม) ทั้งหมดมาจากบริษัทอื่น  กล่าวคือ Microsoft เป็นเพียงผู้ใช้ระบบปฏิบัติการวินโดวส์เพื่อการประสานงานการสื่อสารกับส่วนอื่นให้เครื่องคอมพิวเตอร์ทำงาน  ซึ่งถ้าเปรียบเทียบจัดว่า Mac เป็นงานเลี้ยงอาหารมื้อค่ำกับเพื่อนสนิทโดย Apple OS จะเป็นเจ้าของบ้านจัดการทุกอย่างให้งานราบรื่นรัดกุม ส่วนคอมพิวเตอร์อื่น เสมือนงานรวมสหประชาชาติที่ทุกคนมีร่วมกันคือพูดภาษา Windows

เหตุผลที่ Mac ใช้งานได้นานกว่าก็คือการออกแบบที่แตกต่างกันนั่นเอง การควบคุมระบบของ Apple ที่ทำขึ้นเองทุกขั้นตอนอย่างเข้มงวดนี้ ทำให้การทำงานทั้งหมดของระบบ Mac มีการทำงานร่วมกันอย่างดี ช่วยให้กระบวนการทำงานทุกระบบราบรื่นตลอดอายุการใช้งาน และนอกจากนั้น Apple การออกแบบให้ทุกชิ้นส่วนทำงานร่วมกันนั้นถือเป็นหัวใจของการออกแบบของ Apple นี่เป็นเหตุผลว่าทำไมชิ้นส่วน Mac จึงแพงกว่า ในทางกลับกันความสำเร็จของไมโครซอฟท์และการเป็นเจ้าของทางด้านคอมพิวเตอร์มาเป็นเวลานาน ทำให้ Windows เป็นระบบปฏิบัติการที่รู้จักกันเป็นวงกว้างกว่า  ชิ้นส่วนของ Window มาจากผู้ผลิตฮาร์ดแวร์หรือซอฟต์แวร์ที่ได้ผลิตชิ้นส่วนที่ให้เข้ากันได้กับ Windows แต่ Microsoft ไม่สามารถเข้าไปควบคุมการผลิตของพวกเขาได้ ทำให้เครื่อง Windows ต้องทำงานกับส่วนต่างๆ ที่ทำขึ้นแยกกัน การประมวลผลก็เลยยากขึ้น ผลของการผลิตที่แยกจากกันเป็นส่วนๆ ช่วยลดต้นทุนให้ Microsoft จึงทำให้จำหน่ายในราคาที่ถูกกว่าได้ แต่ตลอดอายุการใช้งานเครื่องพีซีและซอร์ฟแวร์ทั้งหมดจะต้องอัพเดทจากผู้ผลิตแต่ละส่วนที่แยกย่อยจากกันเปลี่ยนแปลงแต่ละครั้งจะต้องดำเนินการผ่านรายการคำสั่งที่ยืดยาว และด้วยสาเหตุที่ระบบปฏิบัติการจะต้องอ่านคำสั่งอันยืดยาวนี้ทุกครั้งที่เริ่มระบบ ทำให้เครื่องคอมพิวเตอร์ประมวลผลช้าลง ถ้าจะเปรียบแล้วก็เหมือนการประชุมของสหประชาชาติ Windows เริ่มด้วยการอ่านรายงานการประชุมทุกๆ รายละเอียดถึงจะตั้งมติใหม่ได้ การทำงานเชื่องช้านี้ทำให้ PC ดูเหมือนประดิษฐกรรมที่ล้าสมัย

 

การแก้ไขปัญหาพีซีไม่ใช่เรื่องยุ่งยากแต่ต้องใช้เวลาผู้ใช้คอมพิวเตอร์โดยส่วนใหญ่เข้าใจดีว่าคอมพิวเตอร์ต้องการการบำรุงรักษา แต่สิ่งที่ทุกคนอาจไม่รู้คือเมื่อ Windows ถูกพัฒนาขึ้น คำแนะนำและเทคนิคสำหรับการปรับปรุง Windows ก็มีการพัฒนาขึ้นด้วยตามกัน Microsoft มีหน้าที่ต้องเร่งความเร็วการทำงานของ Windows ซึ่งจะต้องจำกัดจำนวนโปรแกรมที่รันเมื่อเริ่มต้นใช้งาน Microsoft ได้บอกขั้นตอนและกำจัดแอปพลิเคชันที่ไม่จำเป็น พร้อมทั้งเรียกใช้โปรแกรม Disk Cleanup ลบล้างข้อมูลที่เป็นอันตรายลงในเว็บไซต์ของตัวเอง แต่เคล็ดลับเหล่านี้มีขึ้นเพื่อใช้กับWindows 7เท่านั้น หากใช้เวอร์ชั่นอื่นก็คงต้องพึ่ง Google อีกตามเคย) เพื่อไม่ให้เกิดปัญหากับ Windows จะต้องอัพเดตไดร์เวอร์ให้เป็นเวอร์ชั่นปัจจุบันอยู่เสมอ ซึ่งทางผู้ผลิตชิ้นส่วนจะมีไดร์เวอร์และคำแนะนำของฮาร์ดแวร์นั้นๆ ไว้กับ Windows เช่น การ์ดจอ Nvidia มีโปรแกรม Nvidia GeForce Experience จะแจ้งให้คุณทราบเมื่อดาวน์โหลดและอัปเดตไดรเวอร์ GPU ของคุณโดยอัตโนมัติ (AMD ก็จะมีโปรแกรมคล้าย ๆ กัน) แต่ถ้าฮาร์ดแวร์ตัวไหนไม่มีโปรแกรมเฉพาะ คุณสามารถใช้ Windows Update หรือ Device Manager เพื่ออัพเดตไดร์เวอร์ชันเก่าได้

แต่หากไม่ได้ก็ต้องติดตั้ง Windows ใหม่ทั้งหมด แต่จะใช้เวลานานมากและจะล้างข้อมูลทั้งหมด และเป็นอันตรายต่อพีซีอีกด้วย บทความนี้อธิบายถึงวิธีการติดตั้ง Windows โดยไม่สูญเสียข้อมูล แต่แนะนำให้ใช้การติดตั้งใหม่อย่างสมบูรณ์ หากคุณคิดว่าคอมพิวเตอร์ของคุณอาจทำงานช้า เนื่องจากเกิดการติดไวรัส

ในตอนท้าย MacBook ไม่ได้ดีกว่าหรือใช้งานได้ยาวนานกว่าเครื่อง Windows ที่มีสเปคเท่ากัน เพียงแต่ระบบการทำงานของ Apple และ Microsoft มีความแตกต่างกันอย่างสิ้นเชิงและส่งผลให้เกิดประสบการณ์การใช้งานที่แตกต่างกัน การควบคุมประสิทธิภาพในการผลิตอย่างเข้มงวดของ Mac ที่เป็นไปในทิศทางเดียวกัน แสดงให้เห็นว่าคุณไม่ต้องเสี่ยงกับอันตรายที่อาจเกิดขึ้นกับ PCหรือเสียเวลากับการอัพเดตข้อมูล แต่คุณต้องแลกกับการจ่ายแพงขึ้นเพื่อถือครองเพชรเม็ดงามนี้ แม้แต่เครื่องแล็ปท็อปที่ดีที่สุดของ Windows ก็ต้องมีการเฝ้าระวังอยู่เสมอ แต่อุปกรณ์แม้แต่เกมของ Mac ซึ่งมีส่วนประกอบ Frankenstein ก็สามารถดูแล Mac ของคุณได้ ไม่ห่างหนี ผู้อ่านคิดยังไงกันบ้าง คำอธิบายข้างต้นนี้ช่วยทำให้คุณคิดว่า “Macs มีอายุการใช้งานนานกว่า PCs” จริงหรือไม่ หรือคุณมีความคิดอื่น ลองแบ่งปันความคิดของคุณในความคิดเห็นด้านล่าง แล้วเราจะได้มาคุยกันต่อครับ.

เขียนโดย: administrator on ธันวาคม 11, 2017

 

ผู้ใช้ MacBook Pros ปี 2011 กล่าวถึง ปัญหาที่พบในเครื่อง MacBook Pro โมเดลออกมาในช่วงต้นปี 2011

ซึ่งเกิดจากการทำงานผิดพลาดของ GPU เนื่องจากเป็น GPU ของ AMD ซึ่งถูกมองว่าเป็นตัวปัญหาที่ทำให้ระบบผิดพลาดและฮาร์ดแวร์เสียหาย

ผู้ใช้ส่วนใหญ่พบปัญหาภาพแสดงบนหน้าจอกลายเป็นลายแถบในระหว่างที่ต้องใช้งานหน้าจอกราฟิกหนักๆ เช่น การดูวิดีโอความละเอียดสูงหรือใช้งานการประมวลผลเยอะๆ บางกรณีขณะที่ใช้งานอยู่ก็เกิดหน้าจอกลายเป็นสีขาวว่างเปล่า สมาชิกในฟอรัมบางคนใช้วิธีการรีบูตเครื่อง ก็สามารถแก้ไขปัญหาชั่วคราว แต่ไม่นานปัญหานี้ก็กลับมาอีก  มีผู้ใช้หลายคนกล่าวถึงพวกเขาแก้ปัญหานี้โดยให้ช่างเทคนิครีบูตเครื่องเพื่อใช้งานเป็นหน้าจอสีน้ำเงินหรือสีเทา หรือการรีเซ็ต NVRAM / PRAM แต่ผู้ใช้บางคนก็เกิดกรณีแก้ไม่ได้ การติดตั้ง OS X ใหม่ก็เป็นอีกหนึ่งคำแนะนำ  แต่หลังจากที่ได้พยายามใช้วิธีการเหล่านี้แล้ว ก็ไม่สามารถแก้ปัญหาที่เกิดขึ้นได้ 

ปัญหาที่เกิดขึ้น จึงยังไม่เป็นที่ทราบสาเหตุในขณะนี้  แม้ว่าผู้ใช้บางรายคาดการณ์ว่า สาเหตุเป็นที่ความร้อนเกิดจากความเสื่อมสภาพของ GPU ที่ประมวลผลเยอะๆ  บางคนจึงพบการแก้ปัญหาโดยเปลี่ยนไปใช้การ์ดจอ AMD ที่มีประสิทธิภาพมากขึ้นผ่านทางซอฟต์แวร์พิเศษ อย่างไรก็ตาม ยังมีคนอื่นๆ ที่มองไม่เห็นการหยุดปัญหาดังกล่าวได้สำเร็จและอาจต้องเปลี่ยน logic board ของ MacBook ไปเลย ซึ่งในขณะที่ผู้ใช้บางรายนำเครื่องไปทีศูนย์ Apple เพื่อขอเปลี่ยน logic board แต่การดำเนินการนี้ค่อนข้างแพงเนื่องจากไม่ได้มีการรับประกันของ AppleCare

สมาชิกทีมงานผู้มีประสบการณ์ ที่ได้รับความเดือดร้อนจากปัญหาดังกล่าวเหมือนกันกล่าวในหัวข้อ “Support Communities” ของพวกเขา ถึงปัญหาการเกิดหน้าจอสีดำระหว่างการใช้งาน Photoshop อย่างหนัก เมื่อรีสตาร์ทเครื่องหน้าจอสีน้ำเงินถูกแสดงขึ้น และพัดลมระบายความร้อนในตัว MacBook หมุนถึงระดับสูงสุดของ RPM เป็นการทำงานผิดปกติ

สำหรับคำแนะนำในส่วนของการเริ่มต้นติดตั้งใช้งานใหม่ในโหมด Single user และการดำเนินการของ fsck เพื่อเข้าไปตรวจสอบและแก้ไขไฟล์ที่เสียหายเป็นการชั่วคราว และการบังคับให้เครื่องใช้ Intel integrated graphics ด้วยนั้น ดูจะช่วยแก้ปัญหาให้ใช้งานปกติได้ประมาณหนึ่งวัน ซึ่งการติดตั้งใหม่นี้ทำให้ MacBook ฟื้นตัวขึ้นอีกครั้ง แต่คราวนี้ก็ยังใช้งานได้สั้นเกินไป ซึ่งหลังจากความพยายามที่จะแก้ไขปัญหาในโหมด single user และสำหรับการติดตั้งใหม่หลายครั้งนั้น จะทำให้เครื่องไม่ตอบสนอง เมื่อเปิดใช้งานจะมีหน้าจอสีเทาที่มีเส้นเป็นคลื่นปรากฏขึ้น เป็นไปได้ที่ฮาร์ดแวร์จะเกิดความเสียหาย

ทางออกเดียวตอนนี้ คือ การเปลี่ยนการ์ดจอโดยช่างเทคนิคที่มีประสบการณ์อย่างดีกับปัญหานี้

เขียนโดย: administrator on ธันวาคม 8, 2017

คงไม่มีอะไรมาแรงเท่ากับการปล่อยตัวระบบปฏิบัติการตัวใหม่ ที่จะนำแอปพลิเคชั่นต่างๆไปยังบททดสอบนี้  อย่างไรก็ตาม Rocket Yard ได้แสดงให้เห็นแล้วว่า High Sierra ยังไม่เป็นที่น่าพอใจในการใช้งานร่วมกับแอปพลิเคชั่นหลายๆตัวโดยที่ไม่น่าแปลกใจใช่ไหมหละครับ  นี่คือข้อมูลล่าสุดของเราครับ และสามารถแสดงความคิดเห็นใต้โพสต์นี้เลย พร้อมทั้งตัวแอปพลิเคชั่นที่คาดว่าอาจจะพบปัญหาหลังการใช้งานกับ High Sierra ที่ติดตั้งตั้ง

(ที่เกี่ยวข้อง: ปัญหาในระหว่างและหลังการติดตั้ง macOs High Sierra)

Apple Apps

เชื่อหรือไม่ครับว่า Application ของ Apple  บางตัวจำเป็นอย่างมากในการอัพเดทเวอร์ชั่นใหม่ๆอยู่เสมอเพื่อให้ใช้

งานได้อย่างแม่นยำกับ macOs High Sierra   ในขณะที่โปแกรมiWork ที่มีผู้ช่วยทั้ง 3 อย่างPages, Keynote และ Numbers พร้อมทั้งApplicationที่มาในตัว เช่น Mail, Safari และอื่นๆ  และโปรแกรม iLife ที่มีเหล่า Application อย่าง iMovie  Photos GarageBand และอื่นๆ ก็ยังใช้งานได้ดีกับ High Sierra  แต่ทว่าApplication  Pro ยังคงต้องอัพเดทให้เป็นเวอร์ชั่นล่าสุดอยู่     และลิ้งค์ที่นำทุกท่านไปพบกับเวอร์ชั่นล่าสุดจาก Mac App Store มีดังนี้ครับ

–      Final Cut Pro X 10.3.4

–      Motion 5.3.2

–      Compressor 4.3.2

–      Logic Pro X 10.3.1

–      Main Stage 3.3

Adobe Apps

Adobe ให้ข้อเสนอแนะว่า Creative Cloud ทุกๆเวอร์ชั่นจะต้องอัพเดทให้เป็นเวอร์ชั่นล่าสุดอยู่ตลอดเวลา (เป็นช่วงเวลาที่ดีในการอัพเดทแอปพลิเคชั่นเมื่อสามารถทำได้)  และ CC apps ส่วนใหญ่ก็ควรจะใช้งานกับ High Sierra ได้อย่างไม่ติดขัด

แต่ก็ยังมีปัญหาบางอย่างโดยเฉพาะอย่างยิ่ง โปรแกรม iIIustrator cc 2017 และ InDesign CC 2017
โปรแกรม iIIustrator พบปัญหาหลายอย่าง หนึ่งในนั้นเป็นเหตุให้เกิดความล้มเหลวของการติดตั้งและการปฏิบัติการ-ของ Application  ส่วนโปรแกรม InDesign ได้รับความเสียหายจากตัวเคอร์เซอร์ ซึ่งความเสียหายนี้อาจจะเกิดขึ้นบ่อยหรือรุนแรงขึ้นอยู่กับฮาร์ดแวร์ที่มีอยู่ในตัวเครื่องนั่นเอง  และโปรแกรม Photoshop ก็มีปัญหาในทำนองเดียวกันเกิดขึ้นกับตัว Full Screen   แต่อย่างไรก็ตาม Adobeก็ไม่ได้นิ่งนอนใจ โดยได้นำโปรแกรมที่สามารถดาวน์โหลดและติดตั้งได้เพื่อมาแก้ไขปัญหานี้แล้ว  สำหรับปัญหาที่เกี่ยวข้องกับ Adobeทั้งหมด ท่านสามารถเข้าไปหาข้อมูลเพิ่มเติมจากเว็บเพจของฝ่ายบริการช่วยเหลืออย่างเป็นทางการของAdobe และสำหรับ CS 6 และเวอร์ชั่นก่อนหน้านี้ ตามข้อมูลที่ได้มาคือทั้งสองโปรแกรมนั้นไม่สามารถใช้ได้กับเวอร์ชั่น 10.13 อย่างเป็นทางการแล้ว และทั้งสองเวอร์ชั่นอาจจะติดตั้งและใช้งานได้ดี หรืออาจจะไม่ดี แต่ก็จะไม่มีการอัพเดทเกิดขึ้นไม่ว่าจะกรณีใดๆก็ตาม

Microsoft Office

ตามที่รายงานได้ระบุใน macOs High Sierra ว่า Office 2011 ได้รับการสนันสนุนบน High Sierra  และขณะที่ Application บางส่วนอาจจะยังคงทำงานอยู่นั้น ก็เป็นนิมิตรหมายอันดีที่ข้อมูลนั้นไม่เป็นไปตามที่เราทราบมา   นอกจากนี้รายงานยังระบุอีกว่า Microsoft จะยุติการสนับสนุน Office 2011 ตั้งแต่วันที่ 10 ตุลาคม 2017 เป็นต้นไป

ถ้าหากผู้ใช้งานประสงค์จะใช้งานเวอร์ชั้นที่ได้รับการสนับสนุนอย่างเป็นทางการ มีแค่ช่องทางเดียวคือให้อัพเกรดไปใช้ Office 2016 ( เวอร์ชั่น 10.35 หรือเวอร์ชั่นที่ใหม่กว่า- รุ่นล่าสุดในขณะนี้คือ 15.38) ท่านสามารถตรวจสอบหมายเลขรุ่นของ Office 2016 โดยเปิด Application ตัวใดก็ได้ ไม่ว่าจะเป็น Excel, Word, PowerPoint หรือ Application อื่นๆ และเลือก “ About Excel/ Word/….. จากเมนู Application (หน้าจอด้านขวา)  ทั้งนี้ก็ยังมีรายงานปัญหาของ Microsoft Auto Update อีกด้วย

เขียนโดย: administrator on ธันวาคม 2, 2017

ยินดีต้อนรับสู่เวิร์ดเพรส นี่เป็นเรื่องแรกของคุณ คุณสามารถแก้ไขหรือลบมันได้ แล้วเริ่มการเขียน